• ตุลาคม 9, 2021

ก๊าซ

ก๊าซ

นี่เป็นการอัปเดต การวิเคราะห์ข้อมูล ในทางประวัติศาสตร์ ว่า ประเทศไหนที่ปล่อย ก๊าซ ทำลายโลกมากที่สุด
เป็นการวิเคราะห์ที่จัดทำโดย Carbon Brief และยังเป็นครั้งแรกที่รวมการปล่อยมลพิษจากการทำลายป่าไม้และการใช้ที่ดินควบคู่ไปกับเชื้อเพลิงฟอสซิลและการผลิตปูนซีเมนต์ รวม ๆ ก็คือทุกอย่างที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน
.
ถามว่า ทำไม่ต้องสาวไปถึงประวัติศาสตร์? ทำไมไม่ดูแค่สถิติในตอนนี้?
ก็เพราะว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นการเจรจาระดับโลกมาโดยตลอด ประเทศอุตสาหกรรมใหม่
(เช่น จีนและอินเดีย) ที่ปล่อยก๊าซมหาศาลอึกอักที่จะลดการปล่อยก๊าซของตัวเองในตอนนี้โดยชี้ว่า ประเทศตะวันตกมีส่วนรับผิดชอบมากกว่าในทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นประเทศอุตสาหกรรมมาก่อน
.
สถิติล่าสุดของ Carbon Brief บอกว่า ข้ออ้างนั้นมีส่วนถูก อันดับแรก
ในการจัดอันดับ สหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 509 กิกะตันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1850 (พ.ศ. 2393) ซึ่งเป็นช่วงที่อเมริกาเริ่มการปฏิวัติอุตสาหกรรมแล้ว) และรับผิดชอบต่อส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดของการปล่อยก๊าซในอดีต คิดเป็นสัดส่วน 20% ของทั้งหมดทั่วโลก
.
อันดับสองตกเป็นของจีน ที่ถึงแม้ว่าจะอยู่ที่ 2 แต่ปริมาณการปล่อยก๊าซน้อยกว่าของสหรัฐมากไม่ถึง 200 กิกะตัน โดยมีสัดส่วน 11% ของทั้งโลก รองลงมาคือรัสเซีย (7%) บราซิล (5%) และอินโดนีเซีย (4%) คู่หลังติดอันดับเป็นครั้งแรกทั้ง ๆ ที่เพิ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจใหม่ แต่ที่ติดท็อป 10 เพราะคราวนี้รวมการปล่อยก๊าซจากดินมาด้วยและทั้ง 2 ประเทศมีอัตราการทำลายป่าและหน้าดินที่กักคาร์บอนเอาไว้อย่างรวดเร็วในเวลานี้
.
ดังนั้น เมื่อดูสถิติแล้วสหรัฐอเมริกาคือตัวการปล่อยก๊าซรายใหญ่ที่มีส่วนรับผิดชอบมากที่สุด
แบบที่ประเทศอื่น ๆ แซงไม่ไหวเพราะปริมาณมากจนน่าตกใจ ยกเว้นจีนที่การปล่อยก๊าซ
เพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าตั้งแต่ปี 2543 แซงหน้าสหรัฐกลายเป็นประเทศปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนราวหนึ่งในสี่ของยอดรวมประจำปีปัจจุบัน แต่นี่เป็นสถิติแบบรายปีไม่ได้รวบยอดตั้งแบบสถิติล่าสุด
.
อีกตัวอย่างคือ สถิติในแง่การปล่อยก๊าซต่อหัวประชากร หากคำนวณในุมมนี้ ประเทศที่ปล่อยก๊าซมากที่สุดไม่ใช่สหรัฐอเมริกาหรือจีน แต่กลายเป็นนิวซีแลนด์ประเทศที่ตอนนี้มีภาพลักษณ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด
.
นิวซีแลนด์อยู่ในอันดับต้น ๆ ของรายการนี้เนื่องจากมีการตัดไม้ทำลายป่า
อย่างกว้างขวางในช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อป่าไม้พื้นเมืองอันมีค่าส่วนใหญ่ถูกโค่นลง ประชากรขนาดเล็กของประเทศในขณะนั้นจึงมีการปล่อยมลพิษต่อหัวต่อปีที่สูงมาก โดยยอดรวมสะสมในปี 1900 (พ.ศ. 2443) คิดเป็นประมาณสองในสามของจำนวนทั้งหมดที่สะสมในปัจจุบัน
.
ประเทศอื่น ๆ ที่ติดอันดับอันเป็นผลมาจากการตัดไม้ทำลายป่า
ได้แก่ กาบอง มาเลเซีย และสาธารณรัฐคองโก เช่นเดียวกับหลายประเทศในอเมริกาใต้
แต่กรณีนี้จะมองแบบผิวเผินไม่ได้ เพราะนี่คือสถิติประวัติศาสตร์ หมายความว่า ตอนที่ประเทศเหล่านี้มีการทำลายป่าในวงกว้าง ประเทศพวกนี้เป็นอาณานิคมของชาติตะวันตก ดังนั้นผู้ที่ทำลายป่าจึงไม่ใช่คนพื้นเมืองนิวซีแลนด์หรือชาวมาเลย์ แต่เป็นเจ้าอาณานิคมอังกฤษหรือฝรั่งเศส
.
เมื่อดูสถิติการปล่อยก๊าซทางประวัติศาตร์ในอันดับท็อป 10 อังกฤษอยู่ในอันดับที่ 8 เท่านั้น
ส่วนฝรั่งเศสไม่ติดท็อป 10 เลย แต่หากรวมเอาการทำลายล้างช่วงที่เป็นเจ้าอาณานิคมเข้าไปด้วย อัตราส่วนความรับผิดชอบของสองประเทศนี้อาจจะสูงมาก ยังไม่นับการที่ประเทศเจ้าอาณานิคมพวกนี้ใช้ขูดรีดแรงงานและสร้างอุตสาหกรรมที่เป็นพิษในประเทศที่ยึดครองด้วย
.
รายงานฉบับหนึ่งระบุว่า “ทุกวันนี้จีนมักถูกมองว่า เป็นโรงงานของโลก โดยผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจำนวนมากให้กับผู้อื่น หนึ่งศตวรรษก่อนนั้นสหราชอาณาจักรและเยอรมนี (รวมถึงสหรัฐอเมริกา) มีบทบาทคล้ายกันทั้งในยุโรปและทั่วโลก”
.
ข้อมูลแบบนี้ จะถูกนำมาเพื่อเจรจาลดการปล่อย ก๊าซ ในระดับโลกเพื่อแก้ปัญหา ความขัดแย้ง
ที่เรียกว่า climate-justice หรือความเป็นธรรมเรื่องการรับผิดชอบสภาพภูมิอากาศโลก
เช่น ประเทศไหนมีส่วนรับผิดชอบมากที่สุดในทางประวัติศาสตร์ หรือมากที่สุดในระดับปัจจุบัน ประเทศไหนปล่อยมลพิษน้อยที่สุด แต่รับเคราะห์ที่สุด และควรได้รับการชดเชยเท่าไร เป็นต้น
.
ถ้าไม่มีหลักฐานและผลวิเคราะห์แบบนี้ การเจรจาก็จะเดินหน้าไม่ได้ โลกของเราก็จะแก้ไขวิกฤตไม่ทัน
เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีข้ออ้างของแต่ละฝ่าย เมื่อเปิดหลักฐานอกอมาชัด ๆ แล้วก็จะไม่มีประเทศไหนอ้างได้ว่าเสียเปรียบ เพราะที่การเจรจาระดับโลกไปไม่ถึงไหน เนื่องจากอ้างกันว่า ตัวเองเสียเปรียบนั่นเอง
.
เช่น สหรัฐอเมริกาในสมัยโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ถอนตัวจากความตกลงปารีส เพราะคิดว่าการลดปล่อยก๊าซ
จะทำให้เสียเปรียบทางเศรษฐกิจ กระทบต่อนโยบายของเขาที่เอาใจอุตสาหกรรมโดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อดูจากสถิติข้างต้นแล้วเราจะเห็นว่าสหรัฐอเมริกาคือประเทศที่เอาเปรียบประเทศอื่นมาเป็นร้อยปีแล้ว และควรจะหยุดลงได้แล้ว
ข้อมูลจาก

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวก๊าซ แบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> kungfu-toa ขอบคุณที่รับชมจร้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *