• ธันวาคม 3, 2021

การทำงาน

การทำงาน

เครียด’ หรือ ‘ซึมเศร้า’ จากงาน? รู้จัก 5 วิธีขจัดภาวะหดหู่ใน การทำงาน
.
ควบคุมเรื่องงานไม่ได้ …
ช่วงนี้คิดงานไม่ออก …
พรุ่งนี้เช้าวันจันทร์อีกแล้วเหรอ…
ฯลฯ
.
เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้กันบ้างหรือเปล่า? แล้วสงสัยไหมว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นเกิดขึ้นจาก ‘ความเครียด’ หรือเป็น ‘ภาวะซึมเศร้า’ จากงานกันแน่
.
ไม่ว่าจะเป็นความเครียด หรือภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากขึ้นในงานที่ทำ เราก็ควรรู้ตัวและจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างทันท่วงทีเพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกแย่มากกว่าเดิม แน่นอนว่าช่วงนี้ความเครียดที่เกิดจากการทำงานมีเพิ่มมากขึ้น เพราะการสื่อสารที่ห่างไกลกัน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่พบเจอแต่ละวัน ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของความเครียด และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าจากการทำงานได้
.
มีผลวิจัยระบุว่าในสหรัฐอเมริกาอาการซึมเศร้าส่งผล ต่อผู้ใหญ่มากกว่า 17 ล้านคนต่อปี
ขณะที่ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพจิตในอเมริกา (State of Mental Health in America) ปี 2021 เปิดเผยว่า ระหว่างปี 2019-2020 มีผู้ที่ขอความช่วยเหลือจากภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น
.
หากพิจารณาจากพนักงานที่ทำงานประจำ ตามรายงานของสำนักงานสถิติแรงงาน พวกเขาจะใช้เวลาทำงานในวันธรรมดาเฉลี่ยอยู่ที่ 8.5 ชั่วโมงต่อวัน และ 5.5 ชั่วโมงในวันหยุดสุดสัปดาห์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จึงไม่แปลกใจเลยที่พนักงานส่วนใหญ่จะมีอาการซึมเศร้าจาก การทำงาน
.
แล้วจะแยกระหว่าง ‘อาการเครียด’ กับ ‘ภาวะซึมเศร้า’ จากการทำงานได้อย่างไร?
.
【อาการเครียดจากการทำงาน】
.
การเผชิญเจอกับอาการเครียดจากการทำงานดูจะเป็นเรื่องที่สามารถพบเจอได้บ่อยครั้ง แต่อาการเหล่านั้นมักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ และสามารถทุเลาลงเมื่อผ่านช่วงที่เครียดไปแล้ว ซึ่งบางครั้งหลายคนอาจเกิดอาการหงุดหงิดง่าย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง
.
【ภาวะซึมเศร้าจากการทำงาน】
.
หากจะพูดว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากความเครียดก็ถูก แต่ไม่ทั้งหมดเสมอไป
อาการที่สังเกตได้ง่ายๆ คือ เริ่มรู้สึกเศร้า อยากร้องไห้ รวมไปถึงวิตกกังวลต่อเนื่อง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และรู้สึกเบื่องานอย่างเต็มที่
.
อย่างไรก็ตาม แม้บางครั้งจะรู้สึกหดหู่ขณะทำงานอยู่ แต่เราสามารถขจัดความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ด้วย 5 วิธีเหล่านี้
.

  1. หยุดพักจากโต๊ะทำงานเป็นเวลา 10 นาที
    .
    ในช่วงทำงานที่บ้าน หลายคนมักจัดสรรเวลาการทำงานไม่ถูก
    รู้ตัวอีกทีก็นั่งหน้าคอมเป็นเวลา 8 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งหากทำเช่นนี้นาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้ แต่หากลุกจากโต๊ะทำงาน ออกไปพัก หรือทำสิ่งต่าง ๆ แทนอาจส่งผลดีตามมา
    .
    2.พักกินอาหารกลางวัน และออกไปข้างนอก
    .
    แน่นอนว่าสมองเราก็ต้องการอาหารไม่แพ้กับร่างกาย การที่ทำให้ท้องอิ่มนั้นจะทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    .
    3.ออกไปเดินเล่น หรือออกกำลังกาย
    .
    การเคลื่อนไหวร่างกายนับเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เพราะไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังส่งผลไปยังสุขภาพจิตด้วย
    .
    4.ฝึกสมาธิ 2-3 นาที
    .
    การฝึกสมาธิอาจไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิแบบจริงจังก็ได้ แต่สิ่งสำคัญคือการตั้งจิตให้อยู่กับตัว เริ่มที่การหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ ก็ช่วยได้
    .
    5.ดูวิดีโอตลก
    .
    ความเครียดอาจหายไปบ้างหากได้หัวเราะ การดูคลิปวิดีโอตลกถือเป็นทางออกที่ดี เมื่อเรามีความสุข ร่างกายก็พร้อมทำงานต่อ (แต่ระวังจะดูยาวจนกินเวลาทำงานล่ะ)
    .
    อย่างไรก็ตาม ทุกการทำงานล้วนมีความเครียด สนุก สุข และทุกข์ปะปนอยู่ สิ่งที่สำคัญคือสุขภาพจิตของตัวเอง ทุกคนควรสำรวจสุขภาพจิตของตัวเองบ่อยๆ เพื่อรับมือกับมันได้อย่างทันท่วงที และหากไม่ไหวจริงๆ ก็ควรพูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้เพื่อหาทางแก้ไข หรือโยกย้ายไปที่อื่น เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนก็ต้องใจดีกับตัวเองเข้าไว้

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวการทำงาน แบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> kungfu-toa ขอบคุณที่รับชมจร้า

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น